31.1.10

ความมีน้ำใจของลูกหมูน้อยและน้องแมค

Credit From FWD Mail
ลูกหมูน้อย

ลูกหมูตัวหนึ่งถูกหมูรุ่นพ่อในคอกเหยียบเท้าจนบาดเจ็บ เจ้าของจึงเอามาดูแลรักษาแผลที่บ้าน โดยปล่อยให้มันวิ่งเล่นบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ตรงนั้นมีเป็ด หมา และแมว อาศัยอยู่ก่อนแล้ว ไม่นานลูกหมูวัย ๒ เดือนก็กลายเป็นเพื่อนกับสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น พอได้เวลาอาหารพวกเขาก็มากินพร้อมกัน

วันหนึ่งเจ้าของก็สังเกตว่าลูกหมู มีพฤติกรรมผิดปกติ เขาจะรอให้สัตว์ตัวอื่น ๆ กินอาหารเช้าเสร็จก่อน จากนั้นเขาก็จะแวบหายไป เป็นเช่นนี้ติดต่อกัน ๑๐ วัน เจ้าของจึงตัดสินใจลอบตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ลูกหมูตัวนี้ ฉลาดใช่ย่อย เดินไปได้สักพักก็จะหยุด เงี่ยหูฟัง แล้วหันไปดูรอบ ๆ ว่ามีใครตามมาหรือเปล่า จากนั้นก็เดินต่อ เจ้าของค่อย ๆ ย่องตามเขาไปเรื่อย ๆ แล้วก็อดประหลาดใจไม่ได้เมื่อพบว่า จุดหมายปลายทางของลูกหมูก็บริเวณที่เป็ดเพื่อนซื้แอบวางไข่ไว้ถึง ๒๓ ฟอง ลูกหมูไปทำอะไรที่นั่น? คำตอบก็คือไปนั่งฟักไข่ให้เพื่อน

เป็นภาพที่ประทับใจมากเมื่อเห็นลูกหมูค่อย ๆ เดินไปคร่อมบนไข่ เหมือนกับจะรู้ว่าไข่เหล่านี้บอบบางมาก พร้อมจะแตกได้หากมีอะไรมากดทับแรง ๆ ปรากฏว่าไม่มีไข่สักฟองที่แตก เพราะลูกหมูระมัดหย่อนตัวลงไปอย่างช้า ๆ

หมูน้อยทำเช่นนี้อยู่สิบวัน จนแม่เป็ดรู้ว่าไข่ไม่เป็นตัว จึงเลิกฟัก หมูน้อยก็เลิกตาม


เรามักคิดว่าสัตว์นั้นไม่มีสติปัญญา แต่เรื่องจริงข้างบนนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สัตว์อย่างลูกหมูนอกจากจะมีความฉลาดแล้ว ยังมีน้ำใจด้วย สัตว์มิได้มีมิตรภาพในหมู่พวกเดียวกันเท่านั้น แต่ยังพร้อมจะเป็นเพื่อนกับสัตว์ต่างชนิดด้วย พูดได้ว่าสำหรับสัตว์แล้วมิตรภาพไม่มีพรมแดนแดนเลย ถึงจะมีสี่ขาก็เป็นเพื่อนกับสองขาได้

แต่มิตรภาพไม่ได้หมายถึงความเป็นเพื่อน ไปมาหาสู่กัน หรือยิ้มแย้มให้กันเท่านั้น ยังหมายรวมถึงความมีน้ำใจต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการร้องขอ ลูกหมูเห็นแม่เป็ดฟักไข่วันละหลายชั่วโมง เกิดความเห็นใจขึ้นมา จึงอยากไปฟักช่วย แต่ก็รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญมาก สำคัญขนาดความเป็นความตายเลยทีเดียว จึงต้องไปทำอย่างลับ ๆ ไม่ให้ใครรู้หรือติดตาม หาไม่ไข่อาจจะได้รับอันตรายได้

ความมีน้ำใจของลูกหมูนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีใครสอน ทั้งพ่อแม่และเจ้าของ ไม่มีใครเลยที่สอนหมูน้อย แต่หมูน้อยก็แสดงน้ำใจกับแม่เป็ดได้อย่างน่าประทับใจ เรื่องนี้แสดงว่าคุณธรรมหรือน้ำใจนั้นเป็นสัญชาตญาณ ที่ปลูกฝังอยู่ในสัตว์อย่างลูกหมูมาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้

ขนาดลูกหมูยังมีน้ำใจมาตั้งแต่เกิด แล้วคนเราล่ะจะขี้เหร่ย่ำแย่กว่าหมูเชียวหรือ

น้ำใจเป็นสิ่งที่มีอยู่ในคนเรามาตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ สามารถแสดงออกทันทีที่รู้ความ เคยมีการทดลองยื่นของให้เด็กอายุ ๑๘ เดือนจับถือเอาไว้ เมื่อคนแปลกหน้าขอของชิ้นนั้นคืน โดยไม่มีการกระตุ้น ขอร้อง หรือให้รางวัล ปรากฏว่าทารกคืนให้โดยดี

แม็คเป็นเด็ก ๗ ขวบอยู่ชั้นป.๑ มีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเก๋ง เป็นลูกภารโรงในโรงเรียน พ่อของเก๋งเป็นคนดุ บางทีก็ตีลูกแรง ๆ

เย็นวันหนึ่งแม็ควิ่งมาหาแม่แล้วขอเงิน ๑๐ บาท แม่จึงถามลูกว่า "จะเอาไปทำไมจ๊ะ ก็แม่ให้แม็คไปแล้วไง"

"แม็ค จะเอาไปให้เก๋งครับ" แม็คตอบ แม่จึงถามเหตุผล แม็คตอบว่าเก๋งทำเงินหาย ๑๐ บาท แม่จึงถามต่อว่า แม็คทำเงินของเขาหายหรือเปล่า แม็คก็ปฏิเสธ แม่เลยสอนแม็คว่า ถ้าเก๋งทำหายเขาก็ต้องรับผิดชอบเอง

แต่แม็คก็ยังยืนยันจะขอเงินแม่ให้ได้ ครั้นแม่ไม่ยอมให้ แม็คจึงบอกแม่ว่า "แม็คขอแค่ครั้งสุดท้ายครับแม่ พรุ่งนี้แม่ไม่ต้องเอาตังค์ให้แม็คก็ได้ หักค่าขนมของแม็คก็ได้ แม็คสงสารเก๋ง ถ้าเก๋งไม่เจอตังค์ พ่อของเก๋จะตีเก๋งครับ"

แม่ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจแม็คที่รักเพื่อน ขนาดยอมสละเงินของตัวให้เก๋ง จึงตัดสินใจควักเงินให้แม็ค แม็คได้เงินแล้วก็รีบวิ่งไปหาเก๋งด้วยความดีใจ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าพรุ่งนี้ตัวเอง อาจไม่มีเงินซื้อขนมกิน


ทั้ง ๆ ที่อายุแค่ ๗ ขวบเรียนชั้นป.๑ แต่เด็กอย่างแม็คก็มีน้ำใจชนิดผู้ใหญ่ต้องประทับใจ เรามักคิดว่าคุณธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านการอบรมบ่มเพาะ แต่กรณีของแม็คน่าจะบ่งชี้ว่า น้ำใจมีอยู่ในตัวเด็กมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เมื่อรู้ว่าเก๋งกำลังเดือดร้อน แม็คเกิดความคิดที่จะช่วยเก๋งโดยไม่ต้องมีใครมาบอก แม้แต่แม่ทีแรกก็ไม่เห็นด้วย แต่เป็นโชคดีของแม็คที่มีแม่ซึ่งเข้าใจลูก จึงส่งเสริมให้แม็คช่วยเหลือเพื่อน

น้ำใจของแม็คไม่ได้ช่วยให้เพื่อนรอดพ้นจากการถูกตีเท่านั้น แต่ยังสร้างความซาบซึ้งใจให้แก่ผู้ใหญ่ที่ได้ยินเรื่องนี้ จะพูดว่าน้ำใจของแม็คทำให้ผู้ใหญ่ตาสว่างขึ้นก็ได้ เพราะผู้ใหญ่บ่อยครั้งก็นึกถึงตัวเองมากกว่าคนอื่น จนลืมนึกไปว่า ที่ตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ก็เพราะน้ำใจและความเอื้อเฟื้อของผู้คนเป็นจำนวนมาก หากคนในโลกนี้เห็นแก่ตัวกันหมด จะมีเด็กกี่คนที่สามารถรอดพ้นอันตราย เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ โลกนี้น่าอยู่ก็เพราะน้ำใจอย่างแม็คใช่หรือไม่

น่าเสียดายที่เด็กผู้มากด้วยน้ำใจอย่างแม็คนับวันจะมีน้อยลง นั่นไม่ใช่เป็นเพราะว่าพ่อแม่สมัยนี้อบรมสั่งสอนคุณธรรมกันน้อยลง อย่าลืมว่า ๒ ตัวอย่างที่ยกมาพิสูจน์ว่า คนเราสามารถทำความดีมีน้ำใจกับผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีใครมาอบรมสั่งสอนเลยก็ว่าได้ สาเหตุที่สำคัญกว่าก็คือ นอกจากจะเด็กจะไม่ได้รับการปลูกฝังคุณธรรมแล้ว ยังถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นคนเห็นแก่ตัว การอบรมสั่งสอนประการหลังนี้แหละที่ทำให้ผู้คนมีน้ำใจกันน้อยลง

ลองคิดดูว่าเวลานี้มีแม่อย่างแม็คสักกี่คน ที่ส่งเสริมลูกให้ช่วยเหลือเพื่อนแม้ตัวเอง จะต้องเดือดร้อนบ้าง พ่อหรือแม่หลายคนสั่งสอนลูกว่า "ไปช่วยเขาทำไม ช่วยเขาแล้วเราลำบาก อย่าไปสนใจเขาเลย กรรมใครกรรมมัน" บางคนอาจสำทับว่า การควักเนื้อตัวเอง เพื่อช่วยคนอื่นเป็นความโง่ด้วยซ้ำ
ทุก วันนี้เด็ก ๆ ถูกปลูกฝังให้แข่งขันกับคนอื่น เห็นคนอื่นเป็นคู่แข่ง ถ้าใครทำดีหรือได้ดี แทนที่จะอนุโมทนา กลับรู้สึกไม่พอใจ การปลูกฝังอย่างนี้ต่างหากที่ทำให้เด็กมีคุณธรรมน้อยลง

พ่อแม่ทุกวันนี้มักบ่นว่าไม่มีเวลาอบรมลูก นั่นอาจไม่เห็นปัญหาเท่ากับการสั่งสอนลูกให้เป็นคนเห็นแก่ตัว การสั่งสอนนั้นไม่จำเป็นต้องทำด้วยการพูด แต่อาจทำด้วยการแสดงออก เช่น พฤติกรรมที่แสดงกับคนในบ้าน กับเพื่อนบ้าน กับคนแปลกหน้า

เพียงแค่ระมัดระวังตัวไม่ไปอบรมสั่งสอนลูก ให้เห็นแก่ตัวหรือนึกถึงแต่ตัวเอง พ่อแม่ก็สามารถช่วยลูกได้มาก อย่างน้อยก็อย่าไปทำลายคุณธรรมในใจของเขา ปล่อยให้คุณธรรมของเขาเติบโตตามธรรมชาติ เพียงเท่านี้ก็เปิดโอกาสให้ลูกเติบโตเป็นคนดีได้แล้ว แต่ถ้าใครสามารถสละเวลามาอบรมบ่มเพาะคุณธรรมของลูกได้ ก็ยิ่งวิเศษ

ความประเสริฐของมนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ที่สติปัญญา แต่อยู่ที่คุณธรรมหรือน้ำใจ หากไร้น้ำใจแล้ว สติปัญญานั้นอาจพามนุษย์ไปสู่หนทางอันชั่วร้าย หรือทำให้มนุษย์ตกต่ำยิ่งกว่าเดรัจฉานด้วยซ้ำ


บทความโดย... พระไพศาล วิสาโล